NPPi3enz
NPPi3enz ปัจจุปันทำงานแล้ว เคยศึกษาอยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ณ สหพันธรัฐจามจุรี เป็นมนุษย์เกือบ GEEK และบ้าหนังเป็นชีวิตจิตใจ || CSCU#20, SCCU#79, YWC#11, YLSC#19, STBUU''54

ครั้งหนึ่งในหน้าที่ช่างภาพ

ครั้งหนึ่งในหน้าที่ช่างภาพ

“พี่ครับ” “ว่าไง” “ผมขอยืมกล้องหน่อยครับ” คำพูดที่ผมพูดเพื่อขอยืมกล้องรุ่นพี่ ซึ่งเป็นกล้อง DSLR ของ Canon D500 เนื่องจากตัวเองไม่มีกล้องเลย นอกจาก iPhone เพียงเท่านั้น ที่ยืมมาเพราะต้องใช้ถ่ายรูป ฝ่ายช่างภาพ หรือที่ชื่อที่ผมชอบมากกว่าคือ Photo นั่นเอง!! หลายคนสงสัยว่าเราจัดค่ายอะไร ขอไม่บอกละกันนะครับ เพราะไม่อยากสปอยกิจกรรมในค่ายต่อๆไป

Image by pixel2013 on Pixabay

===== 10 เดือนที่แล้ว =====

หลังจากที่ได้ตำแหน่งฝ่าย Photo การเข้าค่ายโครงทำให้ต้องคิดหนักว่า เราจะหาใครมาหาช่วยถ่ายรูปดี เนื่องจากเราไม่เคยใช้กล้อง DSLR เป็นเลย มีเพียงแค่สกิล photoshop นิดหน่อยเพียงเท่านั้น อีกอย่างเราอยู่ภาคคอม ไม่ใช่ภาค photo เพื่อนรู้จักที่มีก็แทบน้อยอยู่แล้ว ความเครียดเริ่มประดังเข้ามา แต่ก็หวั่นๆ อยู่ลึกๆ ประมาณว่าเดี๋ยวหมดทางก็มีแน่นอน . . สุดท้ายก็มีเพื่อนชวนมาเพิ่มก็ได้เพื่อนที่อยู่ฝ่ายนี้อีกสองคนมาทำค่าย “นี่มันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น” หลังจากผ่านการเข้า Pre ค่าย เหมือนกันเป็นการเข้าคอร์สเรียน summer ว่าค่ายนี้เราจะต้องทำตัวยังไง เตรียมงานยังไง หน้าที่ของฝ่ายนี้ก็คือ ? ถ่ายรูป นั่นเอง แต่ไม่ใช่แค่นั้น !!! เพราะทำทุกอย่างตั้งแต่ pre-ค่าย ทำค่าย จนไปถึง post-ค่าย ได้แก่ ทำโปสเตอร์ค่าย หนังสือค่าย ป้ายชื่อ หนังสือพิมพ์ วิดีโอประมวลกิจกรรม ฟังดูเหมือนง่ายนะ แต่เอาจริงๆ เป็นหน้าที่ที่ใช้เวลาเปลืองเช่นกัน

“หนังสือค่ายไม่ได้ทำกันวันเดียวเสร็จนะ !!”

ก่อนเข้าค่ายจริง เหลือเวลาอีก 8 วัน จำได้ว่าต้องส่งหนังสือให้เค้าเอาเข้าเล่มให้ทันก่อน ส่งผลให้ต้องปั่นหนังสือกัน 3 วันติด ปกติหนังสือค่ายจะเอาของเก่ามานั่งแก้ แต่ปีนี้กะว่า จะแก้ทั้งเล่ม แต่มีบางเนื้อหาที่ข้อความเดิม แต่แก้กราฟฟิกใหม่ยกเล่ม ทำให้อดหลับอดนอนไปอย่างมาก (กลัวส่งโรงพิมพ์ไม่ทัน) นี่ยังไม่รวมตอนที่พี่ๆ เค้าให้แก้เพิ่มเติมในรายละเอียดอีก (จำได้ว่าส่งโรงพิมพ์เสร็จ ได้หลับไปแปปนึง แล้วตื่นมาทำป้ายชื่อต่อ)

“ไม่เคยใช้ DSLR เป็นเลยทำไงดี”

ก่อนวันที่เข้าค่าย 1 เลยลงทุนไปซื้อหนังสือมานั่งอ่านคู่มือกับถ่ายรูปนิดหน่อย เลยพอเข้าใจระบบนิดหน่อย (ต้องขอบคุณหนังสือเล่มนี้จริงๆ ถ้าไม่ได้เล่มนี้ คงไม่ได้ถ่ายอ่ะ ให้คนอื่นถ่ายดีกว่า) ถ่ายไปถามฝ่าย photo ไป ถามจนเค้าคงจะระอาเราแล้วล่ะมั้ง ฮ่าๆ ก็เลยถ่ายเป็นละ เมื่อถึงเข้าค่ายจริงๆ กิจวัตรเราไม่ค่อยต่างเท่าไหร่ แต่ที่ต่างคือปกตินอนตี 2 กลายมาเป็นต้องนอนตี 4 กิจวัตรจะประมาณนี้ ช่วงเวลาหลัง 8.00 เป็นช่วงเวลาออนไลน์ จะแบ่งให้สองคนๆ ที่อยู่ฝ่าย photo ถ่ายรูปกันไป ยกเว้น กิจกรรมที่น้องๆ กระจายกลุ่มไปตามฐาน หรือไปนอกสถานที่อาจต้องไปถึงสามคน เมื่อทำกิจกรรมจนเย็น (ปกติกิจกรรมสุดท้ายเลิกเวลา 4 ทุ่ม) ก็ถึงเวลานั่งคัดรูปเพื่อทำหนังสือพิมพ์ค่าย

“คัดรูปไม่เท่าไหร่ แต่พาดหัวข่าวนี่สิ”

แทบจะเป็นคำพูดติดปากผมไปแล้วว่า “เฮ้ย! วันนี้จะพาดหัวว่าอะไรดี” ด้วยความที่ไม่ใช่เด็กนิเทศ เอกวารสารหรือสิ่งสื่อพิมพ์อะไรทั้งนั้น สกิลการพาดหัวเลยไม่ค่อยมี บ่อยครั้งต้องมานั่งดูของปีที่แล้ว มาแล้วนึกไอเดียว่า จะเขียนอะไรดี เขียนอย่างไรให้ฮา เขียนอย่างไรให้ถูกใจน้องและสต๊าฟ มันมีบางอย่างที่อยากจะเขียนไปนะ อยากเขียนให้มันฮากว่านี้ รั่วกว่านี้ เกรียนกว่านี้ แต่ด้วยเหตุผลบางประการทำให้ต้องดรอปความรั่วลดลงไป โดยปกติแล้วผมจะประจำหน้าคอมอยู่แล้ว แล้วให้เพื่อนที่เหลือกลับมาจากถ่ายรูปเสร็จก็มานอน โดยเหลือผมกับเพื่อนอีกคนมานั่งคิดพาดหัวและรายละเอียด จากนั้นก็ได้เวลาปริ้นท์หนังสือพิมพ์ประมาณตีสองตีสาม (ปริ้นท์ให้ทันก่อนน้องกินข้าว) เพื่อเอาไปแจกให้กับน้องค่ายต่อไป

“ยังไม่จบครับ เหลือ VTR ค่ายอีก”

ตัวนี้ใช้เวลา 48 ชม. ครับ! ใช้แล้วเราอดนอนอีกแล้ว กลัวจะทำ VTR ไม่ทัน ไหนจะต้องรวมรูปจากกล้องอีก ไหนจะต้องลำดับทามไลน์อีก และทุกอย่างทำคนเดียว !!! (แกเอาแรงมาจากไหนเยอะแยะฟระ!!) เลยเมื่อทำเสร็จ นี่แบบหลับคาคอมเลย ไม่ไหวแล้ว หนังสือพิมพ์วันสุดท้ายทำต่อไม่ไหว ต้องเขียนตอนเช้าแทน

“แล้วได้อะไรจากค่ายนี้กลับไปบ้าง???”

จากประสบการณ์พี่บ้านมาสู่ตำแหน่ง photo ความรู้สึกมันต่างไปจากเดิมเยอะอยู่นะ เพราะจากเดิมที่เราได้อยู่ใกล้น้องใกล้ๆ กลับมาต้องอยู่หน้าคอมแทน (จริงๆฝ่าย photo ก็อยู่กับน้องตลอดเวลานะ ยกเว้นเราที่ต้องนั่งทำหนังสือพิมพ์ค่ายตลอดเวลา)  ก็เลยไม่ค่อยได้สนิทกัน รู้สึกว่า เราก็อุทิศเวลาไปเยอะเหมือนกันนะ ทั้งอดนอนมาเกือบ 2 อาทิตย์ ทั้งในค่ายและนอกค่ายอีกมีอะไรได้ผลตอบแทนมาบ้าง ถ้าเอาตรงๆเลยก็คือ “ไม่มี” เพราะพวกหนังสือพิมพ์เนี่ย สกิลก็ใช้เท่าเดิม อาจจะมีสกิลการถ่ายรูปที่เพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ผลตอบแทบทางอ้อมล่ะก็ “ได้เยอะเลย” เราได้รู้จักเพื่อนร่วมงานมากขึึ้น รู้จักน้องๆ มากขึ้น ถึงแม้ว่าจะแอบน้อยใจว่า ไม่มีใครจำเราได้ก็ตาม 555+ แต่ปรากฏมีน้องเขียนสมุดกระจกแล้วมีชื่อเราปรากฏในกระดาษ ถ้าไม่มีเพื่อนนั่ง ณ จุดนั้น น้ำตาไหลไปแล้วนะเนี่ย แบบว่าบางสิ่งเราก็ต้องการอะไรตอบมาสักอย่าง เพียงแค่ความคิดถึงนิดหน่อย แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว เวลาไปถ่ายรูปในรถบัสที่ประจำอยู่ จะทำอะไรก็เด่นไม่เท่าไหร่ โดนพี่บ้านแย่งซีนไปหมดแล้ว 55+ เลยไม่มีที่ให้แทรกเลย แต่ก็น้องที่นั่งข้างๆ ที่นั่งด้วยกัน ยังจำเราได้ แถมยังมาขอให้เราบายศรีด้วย และก็อยากให้เรากอดก่อนจะกลับบ้าน เราเหรอ อยากสิ อยากกอดมากๆเลย ขอกอดนานๆนะ 1 ปีแล้ว ที่ไม่ได้กอดน้องบ้านแบบนี้ แม้ว่าบรรยากาศจะไม่เหมือนเดิม แต่มันก็ไม่ได้แย่สักหน่อย ขอบคุณพี่ๆและเพื่อนๆทุกคนที่มาคอยบอกว่า “แบ่งเวลากันบ้างนะ เดี๋ยวทำไม่ทัน” “อย่าลืมไปกินข้าวด้วยล่ะ” “ไปนอนได้แล้วเดี๋ยวค่อยมาทำต่อก็ได้” ถึงแม้ว่าเราจะแอบรั้นแต่ก็ขอบคุณทุกความรู้สึกที่ส่งมาให้นะ มันเป็นอีกบรรยากาศที่รู้สึกว่าเราต้องเจอกันอีกเยอะเนอะ …. สักวัน ……… ลาก่อน :)

ขอบคุณนะที่ยอมให้เรายืมใช้ถ่ายรูปตั้ง 6 วัน ไปพักผ่อนได้แล้วนะ Canon D500

comments powered by Disqus